ดินเหนียว View my profile

"คำ" ลังใจ

posted on 09 May 2012 13:02 by dinneaw

 

 

1.

“สู้เค้านะตัวเอง  เค้าเป็นกำลังใจให้เสมอ  เมื่อตัวเองกำลังรู้สึกเดียวดายเหมือนไม่มีใคร  ให้รู้ไว้ (ซะด้วย) นะว่าตัวเองยังมีเค้าเคียงข้างอยู่เสมอ”

(แหวะ!)

นี่อาจเป็นคำปลอบหรือเป็นข้อความส่งกำลังใจให้ใครอีกคนหนึ่งที่กำลังท้อแท้  สิ้นหวังและเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวบนเส้นทางแห่งนักต่อสู้เส้นนี้

“เค้า”  กับ  “ตัวเอง”  เป็นคำยอดฮิตของวัยรุ่นสมัยใหม่ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้คุยกับแฟนหรือคู่รัก  มันถือเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเค้าไปแล้ว  ทั้งบนรถ  ในห้าง  หรือสถานที่ต่าง ๆ  เรามักจะได้ยินคำพูดช่างเอาอกเอาใจแบบนี้อยู่เสมอ  ซึ่งผมเองฟังแล้วก็มีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นเหมือนกัน  เพราะมันน่าอิจฉาเสียเหลือเกิน  (ฮา) 

แต่สำหรับกระทรวงวัฒนธรรมหรือคนที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยโดยตรงอาจไม่ปลื้มใจนักกับข้อความหรือประโยคที่ปนเปื้อนด้วยสองคำนี้  เพราะมันเป็นการสื่อสารที่สับสนมาก  เรียกแทนตัวเองว่า  “เค้า”  แต่กลับเรียกเขาว่า  “ตัวเอง”  แบบนี้จะให้ไม่งงได้อย่างไรล่ะ  (จริงมั้ย?)

นี่เป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันหาทางออกต่อไป  แต่ผมขอพักเรื่องนี้ไว้ก่อนเพราะความตั้งใจเดิมของผมนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง  “ความวิบัติของภาษาไทย”  เลย

ผมจงใจจะเขียนเรื่อง  “สู้”  ครับ  แต่ถ้าอยู่ ๆ  จะให้ตรงเข้าประเด็นโดยไม่เกริ่นหรือยกตัวอย่างอะไร  (ที่อาจดูไม่เกี่ยวกัน)  ก่อนมันก็กระไรอยู่  คงตงิด ๆ  น่าดูอยู่เหมือนกัน  เพราะฉะนั้นจึงขอเริ่มต้นด้วยการหลอกล่อให้เกิดความสนใจตามธรรมเนียมการเขียนที่  (คิดว่า)  ดีก่อนก็แล้วกัน  อย่าถือสากันนะครับ

 

 

2.

ตามค่านิยมของคนเรา  เมื่อใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มเริ่มท้อแท้สิ้นหวังกับชะตาชีวิตของตัวเอง  คนเป็นเพื่อนมักจะร่วมเดือดร้อนด้วยเสมอ  (ถ้าเป็นเพื่อนกันจริง)  ถึงแม้บางทีจะช่วยอะไรแทบไม่ได้  เช่น  พ่อแม่ของเพื่อนประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ  เพื่อนไม่สามารถทำอะไรได้เลย  นอกจากเดินเข้าไปหาพร้อมกับนำคำให้กำลังใจติดไม้ติดมือไปฝากเขาสั้น ๆ 

“เอ็งต้องอดทนและสู้ต่อไปนะ” 

จากเดิมที่เพื่อนเคยก้มก็เงยหน้าขึ้น  ทันทีที่เห็นแววตาของเพื่อนผู้ซึ่งกำลังสิ้นหวังนั้น  ก็สมควรจะพูดอีกซักประโยคหนึ่งตบท้าย

“ถึงยังไงเอ็งก็มีข้าอยู่ทั้งคน” 

สำหรับคนพูดที่หน้าตางั้น ๆ  ก็จะดูหล่อขึ้น  ส่วนคนที่เดิมหล่ออยู่แล้วก็หล่อเหลือรับประทานขึ้นไปอีก  (ฮา)

บางสถานการณ์ถ้อยคำเพียงสองประโยคกลับมีค่ากว่าค่ารักษาพยาบาลเป็นแสนเป็นล้าน  เพราะคำพูดเหล่านี้เป็นเสมือนผ้าห่มนุ่มหนาคอยขับไล่ความเหน็บหนาวให้เพื่อนนักสู้ของเราไม่แข็งตายจากอาการสิ้นหวังไปเสียก่อน

ความจริง  “คนไม่มีตังค์”  ก็ช่วย  “คนสิ้นหวัง”  ได้ไม่ว่าจะมีเงินซักกี่มากน้อย  บางทีต่อให้รวยล้นฟ้าก็ไม่มีประโยชน์อะไรหากขาดที่พึ่งทางใจ  ซึ่งเป็นอย่างที่คนโบราณเขาบอกต่อกันมา

“เงินทองเป็นของมายา  วาจาจากใจเป็นของจริง”  (เอ๊ะ!!! มีด้วยหรอ?)  อันนี้ผมประยุกต์ขึ้นเอง

คนเราทุกคนต้องการการปลอบใจจากอาการสิ้นหวังกันทุกคน  และเช่นกัน  “กำลังใจ”  ก็เป็นเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะผลักเขาให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า  เช่นเดียวกับยานอวกาศขององค์การนาซาที่มักพุ่งทะยานขึ้นฟ้าสู่อวกาศและไม่ตกกลับลงมา  นั่นเป็นเพราะมันมีแรงขับที่มากพอ

 

 

3.

สู้ ๆ / พยายามเข้า / เอาให้สุด / เดินไปข้างหน้า / ตามหาฝัน / อย่าเพิ่งท้อ / อย่าเพิ่งบ่น / อย่าเพิ่งสับสน / ทุกคนยังอยู่ข้าง ๆ  เสมอ

“สู้ ๆ”  เป็นคำพูดของคนที่คอยให้กำลังใจ  และเป็นคำพูดที่คนกำลังเผชิญกับความล้มเหลวอยากได้ยินเป็นอันดับต้น ๆ  ของคำพูดทั้งหมด

“สู้ ๆ”  อาจเป็นคำที่เขียนง่าย  แต่พลังของมันกลับเต็มไปด้วยแรงผลักมหาศาล  สามารถทำให้คนที่เริ่มท้อแท้ห่อเหี่ยวหัวใจพองโต  และพร้อมจะ  “สู้”  กับอุปสรรคต่าง ๆ  ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“สู้ ๆ”  กลายเป็นคำพิเศษเสมอเมื่อมันถูกเอ่ยออกจากปากของคนที่พิเศษสำหรับเรา  มันเป็นเสมือนตัวคูณในสมการคณิตศาสตร์ที่เพิ่มขยายพลังใจของเราให้มากและกว้างขึ้นอีกหลายเท่าตัว

เพราะฉะนั้นคำพูดสั้น ๆ  อย่างคำว่า  “สู้ ๆ”  จึงเป็นอาหารของหัวใจ  เป็นเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงสูบฉีดให้คนเราทุกคนมีชีวิตต่อไปได้  การที่เรายังหายใจอยู่ก็มิได้หมายถึงการมีชีวิตอยู่จริง ๆ  หรอก  เพราะการหายใจเข้า-ออกด้วยใจที่สิ้นหวังนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว  ตายจากความเชื่อ  และความฝันของตัวเองที่อุตส่าห์หอบหิ้วมันมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น  แต่กลับทิ้งมันลงเสียกลางทางด้วยเหตุผลง่าย ๆ  เพียงแค่มันหนักและไม่มีประโยชน์ที่จะมีมันติดตัวไปตลอดเส้นทางที่ตัวเองเป็นผู้เลือก

...

 

 

4.

“สู้ ๆ นะ” 

ขอให้บอกตัวเองเมื่อเริ่มมองไม่เห็นทางและ (ยัง) ไม่มีใครเดินเข้ามา

 

 เขียน // 8  พฤษภาฯ 55

ภาพ // newzone.sso.go.th

     

 

          

เป็นแค่ "เรื่อง" ธรรมดา

posted on 08 May 2012 00:45 by dinneaw

มันเริ่มรู้สึกคันไม้คันมือจนตอนนี้อาการมันหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่เขียนอะไรระบายออกมาบ้าง 

ความจริงเรื่องก็มีเพียงนิดเดียว นั่นก็คือ “ความผิดหวัง” ที่ “อาแอ็ด” วงคาราบาวเคยบอกว่า “เป็นแค่เรื่องธรรมดา” ไว้ในเพลง “คนล่าฝัน” นั่นแหละ

ผมผ่านการแอดมิสชันซึ่งถ้ารวมครั้งนี้ด้วยก็เป็นครั้งที่สอง ปีแรกไม่ผ่านและปีนี้กะจะเอาใหม่ก็ยังไม่ผ่านอีก ส่วนปีหน้านั้นจะยื่นคะแนนอีกรึเปล่าก็คงตอบยาก เพราะความผิดหวังได้ปิดบังคำตอบไว้เสียสนิท

ไม่เป็นไร...ปล่อยมันไป...ช่างมัน

หันมาทบทวนตัวเองเสียหน่อยดีกว่าว่าหากผมแอดฯ ติดแล้วมันจะเป็นยังไงบ้าง

(ผมเรียนปีหนึ่งจบแล้ว กำลังจะขึ้นปีสอง แล้วระหว่างจะขึ้นชั้นปีใหม่นี้เองผมกะจะลองแอด ฯ  อีกครั้งเพราะมีข่าว (ที่ไม่ใช่ข่าวลือแน่) บอกว่า “คะแนนปีนี้จะต่ำลง” ผมมีเริ่มมีหวังจากประโยคสั้นๆ นี้

หากแอดฯ ติด


1.ผมต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ซึ่งมันอาจจะเสียเวลาเรียนไปอีกหนึ่งปี ส่วนคนที่ “ซิ่ว” เพราะปีที่แล้วไม่ได้เรียนคณะที่ตัวเองชอบ หรือมีเหตุผลอย่างอื่นก็ตามแต่นั้นก็ถือว่าเป็นโชคที่แอดฯ ติดสมความตั้งใจที่ “ซิ่ว” ได้สำเร็จ เพราะทุกคนก็หวังจะมี “ทางเลือก” และพยายามจะ “เลือกทาง” ที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเองเสมอ การจะเสียเวลาเพื่อให้ได้ “ทาง” ที่ตัวเองเลือกซักปีสองปีก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะถึงยังไงเวลาที่เสียไปก็ได้ “ประสบการณ์การใช้ชีวิต” กลับคืนมาอยู่ดี

 

2.การย้ายที่เรียนมีเรื่องให้ลำบากอยู่เหมือนกัน นั่นคือ การขนข้าวขนของย้ายออกจากที่เก่าเพื่อนำพวกมันไปยังที่ใหม่ ซึ่งมันเหนื่อยเอาการไม่ใช่เล่น อีกอย่างค่าขนส่งและอื่นๆ อีกยิบย่อยสารพัดถ้าจะคิด (แต่ผมขอโบกมือกับการคิดเรื่องนี้ดีกว่า)   

 

3.คืนนี้ต้อง “เฮ” แต่มันก็อาจจะเป็นความรู้สึกดีใจชั่ววูบก็ได้ เพราะเส้นทางข้างหน้ายังอีกไกล  ไม่ใครก็ใครแหละที่อาจจะต้องสะดุดล้มลง หรือหยุดลงตรงไหนซักที่หนึ่งไปเลย หากแต่วันนั้นยังมาไม่ถึงเท่านั้นเอง ส่วนคนที่ล้มแล้วล้มอีก (ผมก็เป็นหนึ่งในทีมนี้เหมือนกัน) ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องล้มตลอดไป บางที “แผลเป็น” ที่ได้มาจากการล้มซ้ำซาก และตรงรอยเก่าอาจจะทำให้เราเจ็บน้อยลงกว่าเดิมก็เป็นได้

 

4.สามข้อก็น่าจะพอแล้วสำหรับการให้กำลังใจตัวเอง ผู้ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นมาอีกครั้งในวันนี้ ใช่...มันน่าผิดหวัง มันน่าเสียใจ แต่โอกาสแบบนี้ผมกลับได้รับกำลังใจจากเพื่อนๆ หลายคน และนั่นทำให้ผมเข้าใจคำว่า “เพื่อน” เพิ่มขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และรู้สึกว่าตัวเองโชคดีพอๆ กับคนที่เขาแอดฯ ติดเหมือนกัน

 

5.มันไม่มีอะไรร้ายไปเสียหมดอย่างที่ “ตัวหนังสือ” มันสอนผมจริงๆ ขอบคุณทุกคน และทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะไม่สอนวิธีก้าวไปข้างหน้าอย่างราบรื่น แต่อย่างน้อยการที่ทำให้ผมไม่ยอมก้าวกลับหลังมันก็มากเกินพอแล้ว

ป.ล. สำหรับวันนี้ “ความผิดหวัง” ได้มอบบทเรียนให้แก่ชีวิตมากมาย และหวังว่าซักวันหนึ่งเมื่อผมหันหลังกลับมามอง ณ จุดนี้ ผมจะมองมันด้วยความขอบคุณ และยิ้มตอบฐานที่ทำให้ผมผ่านเรื่องร้ายและดีไปได้ โดยมี “แผล” ไว้เป็น ''ของที่ระลึก” ติดอยู่ในใจตลอดเวลา ซึ่งมันหมายถึง “การมีชีวิตอยู่” ของเรานั่นเอง :)   

 

ภาพ // www.cuas.or.th

 
ปลาจำเป็นต้องว่ายทวนน้ำ เพราะอาหารลอยมาตามน้ำ
ถ้าปลาว่ายตามน้ำด้วยเเล้ว มันคงไม่สามารถได้อาหารกิน
ยิ่งไปกว่านั้นหากปลาทุกชนิดบนโลกว่ายตามน้ำกันหมด
โลกในน้ำจืดคงไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'ปลา'
เพราะพวกมันว่ายน้ำลงทะเลไปจนหมด*
 
...


ปลาที่ว่ายทวนน้ำ 
เพื่อความอยู่รอด
คนเดินทวนกระเเสอุปสรรคที่โหมกระหน่ำใส่
ก็เพื่อความอยู่รอดต่อไปบนโลกที่คาดเดาอะไรยาก
ต้นตะบองเพชร แปลงใบให้กลายเป็นหนามเพื่อลดการคายน้ำ
เปลี่ยนลำต้นตันให้กลวงโหวเสมือนอ่างเก็บน้ำ
เพื่อเอาไว้ดำรงชีวิตในสภาวะอากาศร้อนเเล้ง
สารคดีบางเรื่องถ่ายทำ เพื่อถ่ายทอดสิ่งที่อยู่รอด
เเละกำลังดำเนินเรื่องต่อไปเรื่อยๆ
 
การเอาตัวรอดกับการเห็นเเก่ตัว กลมกลืมจนเเทบเเยกไม่ออกเลย
 
สารคดีที่ผมเคยดู สัตว์ทั้งฝูงใหญ่ไม่ใยดีกับสัตว์ร่วมฝูงตัวหนึ่งที่กำลังถูกไล่ล่า
พวกมันต้องการจะเอาตัวรอด หรือ เเสดงความเห็นเเก่ตัวให้ผมดูกันเเน่?
 
คำถามที่(รู้อยู่เเล้วว่า)ไม่มีคำตอบ เเต่ก็อยากถามเพราะเป็นคนขี้สงสัย
คำถามของผมกวน...ไม่น้อยเลย
 
เพราะยังไม่มีคำว่า "เเน่นอน" หลังประโยค "ไม่มีคำตอบ"
เลยยังจะยืนยันถามต่อไปเรื่อยๆ
ไม่มีเหตุผล เช่นเดียวกันกับ คำถามที่(ยัง)ไม่มีคำตอบ

 

(ข้อความสีเทา) คัดจากหนังสือ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน" โดย วินทร์ เลียววาริณ ,๒๕๔๒
 
 ภาพ // www.winbookclub.com